สิ่งที่ท้าทายหลายคน ซึ่งทำแล้วไม่ได้ผลตามคาดหวัง คือ

” คนทำอาหารเป็น มักจะไม่เข้าใจ โภชนาการที่ลึกซึ้ง หรือ คนที่เข้าใจโภชนาการลึกซึ้ง จะทำ อาหารไม่เป็น “

ติดต่อเราเพื่อขอคำแนะนำจากนักโภชนาการ สั่งอาหาร แจ้งความต้องการ พูดคุยสอบถาม แวะมาหาเรา

ปินโตอาหารเฉพาะโรค
ปิ่นโตอาหารเฉพาะโรค บริการนักโภช

กรีน แอนด์ ออแกนิก

55 ชั้น 1, อุดมสุข 51, บางจาก, พระโขนง, กรุงเทพฯ 10260

” กินอาหารเป็นยา

ดีกว่า

กินยาเป็นอาหาร “

Frequently Asked Question!

คำถามที่พบบ่อย

การปรับรักษาความสมดุลภายในร่างกายด้วยการบริโภคอาหารที่ตรงกับความต้องการของร่างกายแต่ละ คนในแต่ละช่วงสภาวะ โดยเฉพาะในสภาวะความเจ็บป่วย ที่เกิดจากพฤติกรรมการบริโภคในอดีต สะสมมา เป็นเวลานาน ที่ก่อเกิดโรคเช่น ไขมันในหลอดเลือดสูง เบาหวาน ไต เป็นต้น

ความต้องการสารอาหารในร่างกายช่วงเจ็บป่วย จะต่างทั่วไป ถ้าเราสามารถบริโภคอาหารให้เหมาะสม ตรงกับ ความต้องการของร่างกายในช่วงนั้นๆได้ การฟื้นตัวของระบบภายในจะกลับมาดีขึ้น ทำให้หายเจ็บป่วยได้ง่าย ขึ้น จึงเรียกว่ากินอาหารเป็นยาโดยแท้จริง เป็นการบำบัดรักษาโรคโดยการใช้อาหาร หรือโภชนบำบัดนั่นเอง

การกินอาหารเป็นยา เป็นศาสตร์ที่อาศัยความรู้ความเชี่ยวชาญของนักกำหนดอาหารวิชาชีพ นักโภชนาการ ที่ เข้าใจต้นเหตุของโรค อาการเจ็บป่วยของโรค ตลอดจนโภชนาการที่เหมาะสมตรงกับโรค และนำมาออกแบบ โปรแกรมอาหาร ก่อนที่จะให้เชฟมืออาชีพ ปรุงขึ้นมาตามค่าสารอาหารที่กำหนดไว้แล้ว

สิ่งสำคัญคือ การจะเอาค่าสารอาหารที่คำนวนได้เป็นตัวเลขออกมานั้น ไปแปลงให้เป็นอาหารออกมาได้อย่างไร
โดยทั่วไปนักกำหนดอาหาร และนักโภชนาการจะไม่ใช่พ่อครัวแม่ครัว จะทำกับข้าวไม่เป็น เข้าใจเพียงทฤษฎี
ขณะที่เชฟ พ่อครัวแม่ครัว ทำกับข้าวได้ แต่ไม่เข้าโภชนาการสารอาหาร

กรีนแอนด์ออแกนิค รวมนักกำหนดอาหาร นักโภชนาการ และเชฟไว้ที่เดียวกัน ทำงานร่วมกันตลอดเวลา เพื่อ ให้อาหารที่ออกมาถูกต้องตามโภชนาการที่เหมาะสม อร่อย น่าทาน และผู้ป่วยกินได้หมด ได้กินอาหารเป็นยา อย่างแท้จริง

อาหารเป็นสิ่งสำคัญส่วนหนึ่งในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง การรับประทานอาหารให้ได้สารอาหารเพียงพอเหมาะสมก่อน ระหว่าง และหลังการรักษาจะช่วยให้ผู้ป่วยแข็งแรงขึ้นและมีความรู้สึกดีขึ้น มีกำลังใจที่จะต่อสู้กับโรค เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับโภชนาการที่เหมาะสม

ผู้ป่วยจะต้องรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่มีสารอาหารที่ร่างกายต้องการ เช่น วิตามิน แร่ธาตุ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมันและน้ำ อย่างเพียงพอ  สำหรับผู้ป่วยมะเร็งผลข้างเคียงของอาการรักษาอาจจะทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลงไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย อาการเหล่านั้นคือ เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ท้องผูก แสบปาก กลืนลำบาก และเจ็บปากเมื่อกลืนอาหาร ยารักษามะเร็งอาจมีผลลดความอยากอาหารลง

สิ่งเหล่านี้นำไปสู่ปัญหาทางทุพโภชนาการ (ขาดสารอาหาร) ทำให้ผู้ป่วยอ่อนแอ เหนื่อยง่าย ภูมิต้านทานลดลงและติดเชื้อง่าย ไม่สามารถทนต่อการบำบัดได้

ท่านทราบหรือไม่ว่าผู้ป่วยมะเร็งจำนวนมากเสียชีวิตจากการขาดอาหาร มากกว่าการลุกลามของโรค

ทำไมผู้ป่วยมะเร็งจึงขาดสารอาหาร

  1. ร่างกายต้องการพลังงานมากขึ้น เซลล์มะเร็งจะสร้างสารเคมีบางอย่างทำให้เผาผลาญอาหารได้โดยเร็ว
  2. รับประทานอาหารได้น้อยในขณะที่ร่างกายต้องการอาหารเพื่อนำไปสร้างพลังงานเพิ่มขึ้น แต่ผู้ป่วยมะเร็งจำนวนมากจะเบื่ออาหาร เมื่อเซลล์มะเร็งแพร่กระจาย การเบื่ออาหารจึงเป็นสาเหตุทำให้ขาดสารอาหารได้ง่ายขึ้น
  3. ไม่รับประทานอาหารบางชนิด  การมีความเชื่อว่าอาหารบางชนิดกระตุ้นการเติบโตของเซลล์มะเร็ง ยังเป็นอีกปัญหาที่ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งขาดสารอาหาร

ผู้ป่วยที่รักษาโดยการให้ยาเคมีบำบัดมักมีปัญหาเม็ดเลือดขาวต่ำเป็นบางช่วง ทำให้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ ควรระวังความสะอาดของอาหาร ได้แก่ ล้างมือให้สะอาดบ่อยๆ ก่อนรับประทานอาหาร และการหยิบอาหารสดบางประเภท เช่น เนื้อสัตว์ ปลาดิบ ไข่สด ต้องล้างมือ ทำความสะอาดอุปกรณ์ เครื่องใช้ในการปรุงประกอบอาหาร ล้างผัก ผลไม้ให้สะอาด อาหารที่ปรุงสุกแล้วเก็บรักษาในอุณหภูมิที่เหมาะสม รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ หากรับประทานอาหารนอกบ้านควรดูแลความสะอาดเป็นพิเศษ เช่น สลัดผัก อาหารยำ น้ำแข็ง น้ำดื่มไม่สะอาด อาหารที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ

อาหารสำหรับผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัด

ผู้ป่วยมะเร็งที่สามารถกินอาหารได้พอสมควร ควรกินตามแนวทางการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพดีของคนไทย ดังนี้

  1. กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่ละหมู่ให้มีความหลากหลาย เพื่อให้ได้รับสารอาหารครบถ้วนเพียงพอ ต่อความต้องการของร่างกาย หมั่นดูแลน้ำหนักตัวเองให้อยู่ในมาตรฐาน ไม่ผอมเกินไป
  2. กินข้าวเป็นอาหารหลัก สลับกับอาหารประเภทแป้ง เลือกรับประทาน ข้าวกล้อง หรือข้าวไม่ขัดสี ได้คุณค่าและใยอาหารมากกว่า
  3. กินผักให้มากและกินผลไม้เป็นประจำ กินให้หลากสี ผักสีเขียวเข้ม เช่น ตำลึง ผักโขม บล็อคโคลี่ จะสร้างภูมิคุ้มกันโรค และต้านมะเร็งได้
  4. การกินปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ เป็นประจำ ปลาเป็นโปรตีนคุณภาพดี ย่อยง่าย ไขมันต่ำ ควรกินบ่อย การกินไข่..ถ้าไม่มีปัญหาไขมันในเลือดสูงรับประทานได้วันละ 1ฟอง แต่ถ้าเป็นไขมันในเลือดสูงควรกินเฉพาะไข่ขาว เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ลดการรับประทานเนื้อแดง และหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์แปรรูปที่มีการเติมสารกันบูด เช่น ไส้กรอก แฮม เบคอน กุนเชียง แหนม เพราะมีการวิจัยพบว่ามีส่วนกระตุ้นเซลล์มะเร็ง
  5. การดื่มนมเพื่อบำรุงร่างกาย ผู้ป่วยควรดื่มนมสดหรือนมพร่องมันเนยวันละ1-2แก้ว
  6. กินอาหารที่มีไขมันแต่พอควร เช่น กินอาหารทอด ผัด แต่พอควร หลีกเลี่ยงอาหารทอดจากน้ำมันปาล์มหรือน้ำมันทอดซ้ำ อาหารปิ้ง ย่าง (ไหม้เกรียม) เลือกอาหารประเภทต้มนึ่ง แกงที่ไม่ใส่กะทิ เช่น แกงส้ม ต้มยำ แกงจืด
  7. หลีกเลี่ยงการกินอาหารหวานจัด เค็มจัด เพราะถ้ากินหวานจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วน โรคเบาหวาน กินเค็มจะเสี่ยงเป็นโรคไต โรคความดันโลหิตสูง
  8. กินอาหารที่สะอาดปราศจากการปนเปื้อน เพราะอาหารที่ไม่ปรุงสุก และปนเปื้อนเชื้อโรค และสารเคมีต่างๆ เช่น สารบอแรกซ์ สารกันรา สีย้อมผ้า สารฟอกขาว ฟอร์มาลีน และยาฆ่าแมลง ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนได้ และเป็นผลเสียต่อโรคมะเร็ง
  9. งดหรือลด เครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ มีส่วนทำให้เกิดโรคร้ายมากมาย

ในผู้ป่วยมะเร็งที่มีปัญหาเฉพาะด้านที่ไม่สามารถรับประทานอาหารได้ปกติ ควรปรับการรับประทานอาหารตามผลข้างเคียงที่พบจากการรักษา

  1. เบื่ออาหาร เลือกอาหารที่ผู้ป่วยพอรับประทานได้ กลิ่น รสไม่จัด เช่นขนมปังกรอบ พายกรอบ กินเป็นอาหารว่าง กินทีละน้อย แต่กินบ่อย
  2. คลื่นไส้ ให้กินอาหารก่อนให้ยาเคมีบำบัด เลี่ยงอาหารที่มันเยิ้ม มีกลิ่นฉุน รับประทานอาหารแห้งประเภทข้าวอบกรอบ พายกรอบ อาหารที่เสิร์ฟ์ปรุงรสอ่อน ให้มีรสหวานตามธรรมชาติ 
  3. อาเจียน จัดอาหารเหลวใสทุก 10-15 นาที หลังจากอาเจียน เช่น น้ำซุปใส น้ำหวาน น้ำผลไม้ ยกหัวให้สูงเพื่อเอนหลัง หรือการใช้ยาลดการอาเจียน
  4. อิ่มเร็ว ให้เครื่องดื่มที่มีความเข้มข้นดื่มระหว่างมื้อ เช่น เสริมนมทางการแพทย์ เลี่ยงการกินอาหารมันๆ  ของทอด  เนื่องจากย่อยยาก กินอาหารเป็นมื้อเล็กๆหลายมื้อ
  5. การรับรสเปลี่ยน กลั้วคอหรือลิ้นก่อนรับประทานอาหาร ใช้น้ำมะนาวช่วยเมื่อลิ้นขม 
  6. ปากแห้ง รับประทานอาหารอ่อนที่มีน้ำมาก เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก ก๋วยเตี๋ยวน้ำ อมลูกอม ไอศครีม รับประทานอาหารหวานจัด จิบน้ำบ่อยๆ
  7. มีแผลในช่องปาก เจ็บปากและลิ้น ไม่รับประทานอาหารที่เป็นกรดหรือเปรี้ยว เครื่องเทศ เผ็ดร้อน อาหารเค็ม อาหารหยาบแข็ง ระวังเลือดออกในช่องปาก ให้อาหารที่เคี้ยวกลืนง่าย ได้แก่ ข้าวต้ม โจ๊กผสมผัก กล้วยสุก แตงโม วุ้น พุดดิ้ง ไข่ลวก  ข้าวโอ๊ต เสิร์ฟอาหารต้องไม่ร้อนหรืออุณหภูมิห้อง
  8. ท้องเสีย แนะนำดื่มน้ำให้เพียงพอ เสริมเครื่องดื่มเกลือแร่ งดการดื่มนมและผลิตภัณฑ์จากนมประมาณ1สัปดาห์ หรือจนกว่าหยุดถ่าย งดอาหารที่ทำให้เกิดแก๊ส เช่น ถั่วเมล็ดแห้ง น้ำอัดลม
  9. ท้องผูก แนะนำให้รับประทานใยอาหาร 25-35กรัมต่อวัน เช่น กินผัก ผลไม้ ธัญพืชเมล็ดมากๆ ดื่มน้ำ8-10แก้ว หรือน้ำลูกพรุน น้ำผลไม้อุ่นๆ เดินและออกกำลังกาย หรือปรึกษาแพทย์ อาหารที่มีใยอาหารสูง ได้แก่ ถั่วแดง ธัญพืชไม่ขัดสี ซีเรียล ข้าวโพด ผักสด ผลไม้ หน่อไม้ฝรั่ง คื่นช่าย ถั่วลันเตา มะเขือ
  10. อาหารสุกสะอาด ผู้ป่วยมเร็งเม็ดเลือดขาวต่ำมาจากหลายสาเหตุ เช่น การฉายแสง เคมีบำบัด และจากตัวโรค ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อ ควรรับประทานอาหารปรุงสุกทันที เก็บรักษาอุณหภูมิเหมาะสม ปรุงเนื้อสัตว์ให้สุกสะอาด ระวังเชื้อราจากผลไม้ ล้างมือบ่อยๆ ป้องกันการแพร่เชื้อ
  11. น้ำลายเหนียว ทำให้ฟันผุง่าย ให้อาหารที่มีน้ำปกติ เครื่องดื่มที่มีกรดซิตริก น้ำผลไม้ปั่น เลี่ยงการรับประทานขนมปัง นม เจลาติน แอลกอฮอล์ ดูแลสุขภาพช่องปากสม่ำเสมอ
  12. น้ำหนักลด เพิ่มแคลอรี่และโปรตีนในอาหาร รับประทานไขมันดีต่อสุขภาพ เพิ่มอาหารทางการแพทย์
  13. อ่อนเพลีย ให้อาหารอ่อนๆ เคี้ยวน้อยที่สุด พักผ่อนให้เพียงพอ หรือให้อาหารทางสายให้อาหาร

โรคในกลุ่ม NCDs เช่นไตเสื่อม เบาหวาน ไขมันในหลอดเลือดสูง ความดันสูง มะเร็ง เก๊าท์ เป็นต้น

เพราะเรารู้ว่าแต่ละโรค มีต้นเหตุมาจากอาหารอย่างไร เราจึงปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม เพื่อให้การทำงานของ ร่างกายดีขึ้น เช่น

เบาหวาน เป็นที่ปริมาณน้ำตาลในอาหารสูงเกินไป แต่ประเด็นที่คนทั่วไปจัดการเองได้ลำบาก เพราะไม่ได้ทำ อาหารเอง การซื้อทาน หรือการทานโดยไม่ได้มีความรู้ จะทำให้การคุมระดับน้ำตาลเองเป็นไปได้ยาก

ไขมันในหลอดเลือดสูง เป็นสภาวะที่ไขมันมากไปถึงระดับที่รบกวนการทำงานของหลอดเลือด ซึ่งการลดไขมัน จากการรับประทานลง ก็จะเป็นการแก้ไขที่ต้นเหตุ แต่ที่โดยมากคุมเองไม่ได้ เพราะพฤติกรรมการทานอาหารที่ ไม่มีความรู้ หรือไม่ได้ทำอาหารเอง ก็จะไม่สามารถควบคุมไขมันที่เข้าสู่ร่างกายได้ โดยเฉพาะอาหารที่ซื้อทาน การทอด การผัด จะใช้ปริมาณน้ำมันที่สูงมาก ไม่นับคุณภาพน้ำมันที่ไม่ดี

ดังนั้นการควบคุมอาหารการกินให้มีคุณภาพดี จึงเป็นการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดถูกทางที่สุดแล้ว
โดยพิสูจน์ได้จริงจากค่าตรวจเลือดว่า….

1. ค่าอัตรา%การกรองของเสีย (eGFR) ดีขึ้น

2. ค่าของเสียลดลง(cr. Bun)

3. ระดับน้ำตาลในเลือด ดีขึ้น

4. ไขมันในเลือด ดีขึ้น

5. ค่ายูริค ดีขึ้น

6. โพแทชเซียม ดีขึ้น

7. ฟอสฟอรัส ดีขึ้น

✅ ไม่ต้องเหนื่อยทำเอง

✅ ไม่ต้องลองผิดลองถูกให้เสียเวลา

✅ ให้มืออาชีพดูแล

✅ อาหารลดหวาน-มัน-เค็ม ไร้ผงชูรส ไม่ลดความอร่อย

อาหารของเราเป็นอาหารที่ลดหวาน มัน เค็ม ไร้ผงชูรส ไม่ลดความอร่อย ซึ่งคนปกติทั่วไปก็ทานได้ สิ่งที่ต่างไป คือชนิดโปรตีน ปริมาณโปรตีน ที่คนป่วยแต่ละโรคจะต้องคุม ขณะที่คนไม่ได้ป่วยสามารถกินโปรตีนได้ตาม อิสระ รสชาติ วิธีการปรุง ไม่ได้ต่างกัน เราใช้

  • ข้าว กข 43. ข้าวน้ำตาลต่ำ อิ่มทนนาน
  • น้ำมันรำข้าว หรือน้ำซุปในการผัด จึงไม่ต้องห่วงเรื่องไขมันสูง เราใช้น้ำมันต่ำกว่าทั่วไปหลายเท่าตัว
  • น้ำตาลทรายแดงไม่เกิน 1 ช้อนชาต่อเมนู จึงไม่ต้องห่วงเรื่องหวาน เรามีวิธีปรุงให้อร่อยกลมกล่อม แต่ไม่ หวานนำ
  • ซีอิ๊วขาวสูตรโซเดียมต่ำ แต่ไม่เพิ่มโพแทสเซียม จึงไม่ต้องกังวลเรื่องโซเดียม เพราะเราคุมปริมาณที่ใช้ แต่ละเมนูแล้ว
  • น้ำมันหอยสูตรโซเดียมต่ำ แต่ไม่เพิ่มโพแทสเซียม คุมปริมาณที่ใช้แต่ละเมนู
  • น้ำปลาสูตรโซเดียมต่ำ แต่ไม่เพิ่มโพแทสเซียม ใช้น้อยและคุมปริมาณที่ใช้แต่ละเมนู
  • เครื่องสมุนไพร ช่วยเพิ่มรสชาติ ข่า ตระไคร้ ใบมะกรูด มะนาว พริก เป็นต้น เพื่อให้อาหารมีรสชาติไม่จืดชืด น่าเบื่อ

อาหารที่โภชนาการครบถ้วนเหมาะสม แต่ไม่อร่อย จืดสนิท คนป่วยไม่กิน ก็ไม่เรียกว่าโภชนบำบัดทีดี

อาหารของเราฉีกข้อจำกัดและภาพลักษณ์เดิมๆของอาหารผู้ป่วยที่หน้าตาแย่ ไร้สีสัน รสชาติจืด เป็นอาหารที่ รสชาติกลมกล่มอร่อยสำหรับเมนูต้มจืด นึ่ง ผัด และรสชาติจัดจ้านด้วยเครื่องเทศในเมนูแกงเผ็ด ต้มยำ ต้มแซ่บ ยำ ลาบ เพื่อให้รสชาติไม่น่าเบื่อ

อาหารของเราเป็นอาหารที่ลดหวาน มัน เค็ม ไร้ผงชูรส ไม่ลดความอร่อย ซึ่งคนปกติทั่วไปก็ทานได้ วัตถุดิบและ เครื่องปรุงที่ใช้เป็นเกรดพรีเมียมทั้งหมด เช่น

  • ข้าว กข 43. ข้าวน้ำตาลต่ำ อิ่มทนนาน
  • น้ำมันรำข้าว หรือน้ำซุปในการผัด จึงไม่ต้องห่วงเรื่องไขมันสูง เราใช้น้ำมันต่ำกว่าทั่วไปหลายเท่าตัว
  • น้ำตาลทรายแดงไม่เกิน 1 ช้อนชาต่อเมนู จึงไม่ต้องห่วงเรื่องหวาน เรามีวิธีปรุงให้อร่อยกลมกล่อม แต่ไม่ หวานนำ
  • ซีอิ๊วขาวสูตรโซเดียมต่ำ แต่ไม่เพิ่มโพแทสเซียม จึงไม่ต้องกังวลเรื่องโซเดียม เพราะเราคุมปริมาณที่ใช้ แต่ละเมนูแล้ว
  • น้ำมันหอยสูตรโซเดียมต่ำ แต่ไม่เพิ่มโพแทสเซียม คุมปริมาณที่ใช้แต่ละเมนู
  • น้ำปลาสูตรโซเดียมต่ำ แต่ไม่เพิ่มโพแทสเซียม ใช้น้อยและคุมปริมาณที่ใช้แต่ละเมนู
  • เครื่องสมุนไพร ช่วยเพิ่มรสชาติ ข่า ตระไคร้ ใบมะกรูด มะนาว พริก เป็นต้น เพื่อให้อาหารมีรสชาติไม่จืดชืด น่าเบื่อ

อาหารเรามีหลากหลายเมนู หลากหลายรูปแบบ ที่ออกแบบเฉพาะบุคคล เฉพาะโรค ระยะของโรคหลักและโรค แทรกซ้อน โดยมากจะเป็นลักษณะแพคเกจอาหารรายเดือนส่งถึงบ้าน สอบถามแพคเกจโปรโมชั่นแต่ละเดือน ได้ที่ @greenandorganic หรือ โทร 095-939-5199

หรือสนใจสั่งรายครั้ง สั่งเครื่องปรุงโซเดียมต่ำ ขนมสูตรพิเศษต่างๆ สั่งผ่านช่องทางต่างๆดังนี้ได้เลย

Facebook : http://bitly.ws/KtzM

LineOA : https://shop.line.me/@greenandorganic

Shopee https://bit.ly/4aLRJYr

Tiktok https://www.tiktok.com/@green.organic

เบอร์โทร : 095-939-5199

หรือแวะเข้ามาชมสินค้าที่ร้าน https://maps.app.goo.gl/t93Msy7NKvT2zJhD9น

กรีน แอนด์ ออแกนิก ,ซอยอุดมสุข 51 

ซอยประวิทย์และเพื่อน 3 บางจาก, พระโขนง, กทม

อาหารของเรามีการปรับเปลี่ยนให้อัพเดท และใหม่ตลอดเวลา สามารถขอดูเมนูได้ที่ LINE ID @greenandorganic

อาหารเราเป็นอาหารทำสด จึงส่งไปทางไรเดอร์ถึงบ้านคุณ กรณีเครื่องปรุงและของแห้งสามารถจัดส่งทาง ไปรษณีย์หรือขนส่งเอกชนได้

อาหารแช่แข็งจัดส่งไปทางรถแช่แข็ง ใช้เวลา 1-2 วันในการจัดส่ง 

นักโภชนาการจะแนะนำอาหารให้กับผู้ป่วย โดยดูจากผลเลือด ระยะของโรคหลัก โรคแทรกซ้อน จึงจะสามารถ แนะนำและออกแบบโปรแกรมที่เหมาะสมให้ได้ ซึ่งแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน สามารถขอรับคำแนะนำได้ โดย

1. นัดพบนักโภชนาการเพื่อขอคำแนะนำที่ร้าน (กรุณาทำนัดล่วงหน้า)

2. ส่งผลเลือดมาทางไลน์ หรือ facebook inbox พร้อมแจ้งเบอร์ติดต่อกลับ

ด้วยประสบการณ์ของนักกำหนดอาหารวิชาชีพและทีมนักโภชนาการ ที่ดูแลเคสผู้ป่วยมาเกิน 20 ปี ทำให้เรารู้ ว่า อะไรที่จะเป็นปัจจัยด้านโภชนาการที่ทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วที่สุด คุณไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูก ให้มือ อาชีพอย่างเราช่วยดูแลได้เลย

about us